My Wordpress Blog

คุ้มเจ้าเกี๋ยงคำ

คุ้มเจ้าเกี๋ยงคำ

ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน เดิมเป็นคุ้มเจ้าเกี๋ยงคำ ธิดาพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้าคำเกี้ยว ต่อมาตกทอดแกเจ้าต่อมแก้ว ณ น่าน และขายให้กับเจ้าราชบุตร ภายหลังเจ้าราชบุตรรื้อคุ้มแห่งนี้ออกเพื่อสร้างอาคารบัวมัน ณ น่าน เพื่อใช้เป็นสุขศาลาอุิทิศให้กับเจ้าบัวมันผู้เป็นธิดา ต่อมาอาคารบัวมันถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นสำนักงานเทศบาลเมืองน่าน

คุ้มเจ้ายอดมโนรา ปัจจุบันคือบริเวณภัตตาคาร และสถานบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ เดิมเป็นคุ้มของเจ้ายอดมโนรา น้องสาวเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ต่อมายกให้กับเจ้าบัวเขียว และเจ้าราชวงศ์ (เจ้าสิทธิสาร ณ น่าน) และตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้าบุญตุ้ม มหาวงศนันท์ ภายหลังเจ้านิรมิต สิริสุขะ ธิดาเจ้าบุญตุ้มขายให้เอกชน

คุ้มเจ้ายศ ณ น่าน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดน่าน ถนนสุมนเทวราช เดิมเป็นคุ้มของเจ้ายศ ณ น่าน บุตรพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ และเคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนราชานุบาลมาก่อน

คุ้มเจ้าราชดนัย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาคารศาลจังหวัดน่าน เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ตั้งคุ้มเจ้าราชดนัย (เจ้าน้อยยอดฟ้า) โอรสองค์ที่ 12 ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้ายอดหล้า ต่อมาตกเป็นของธิดาคือเจ้าสร้อยฟ้า ภายหลังขายให้กระทรวงยุติธรรม

คุ้มเจ้าบัวแว่น ปัจจุบันคือสถานบริการน้ำมันเชลส์ ถนนผากอง เดิมเป็นคุ้มเจ้าบัวแว่น ธิดาของพระเจ้าสุิริยพงษ์ผริตเดชฯ ต่อมาตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้ามอญดอกไม้ ภายหลังขายให้กับเจ้าจำรัส มหาวงศนันท์ และขายต่อให้เอกชน

คุ้มเจ้าสุริยวงศ์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าดีเบส เดิมเป็นคุ้มเจ้าสุริยวงศ์ โอรสเจ้ามหาพรหมสุรธาดา ต่อมาตกทอดแก่ทายาทคือให้เจ้าบุญผาย แล้วขายให้เอกชน

บ้านคุณหลวง

บ้านคุณหลวง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของวัดภูมินทร์เดิมเป็นบ้านที่เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ได้ให้ช่างสร้างขึ้น เพื่อเป็นที่อยู่ของธิดาทางกรุงเทพฯ ได้ส่งอำมาตย์ตรีหลวง ธนานุสร (ช่วง โลหะโชติ) มาเป็นคลังจังหวัดคนแรกของน่าน เนื่องจากเป็นชาวพิษณุโลกเมื่อมาถึงจึงได้ขอซื้อบ้านและที่ดินนี้จากเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ รูปทรงของตัวบ้านส่วนหน้ายังคงสภาพเดิม เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง มีการเปลี่ยนแปลงโดยปรับเปลี่ยนห้องครัวด้านหลัง ถมดินด้านหน้าบ้านให้สูงขึ้น เปลี่ยนหลังคาจากแป้นเกล็ดมาเป็นกระเบื้อง กำแพงบ้านแต่เดิมสูงท่วมหัว แต่ปัจจุบันสูงระดับเอว ด้านหลังเป็นโกดังเก็บยาสูบ คุณหลวงทำกิจการยาสูบเมื่อปีพ.ศ.2490 จนถึงปัจจุบัน ลูกหลานได้สืบทอดกิจการเรื่อยมา

เฮือนเจ้าหมอกฟ้า เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูงทรงปั้นหยาหลังคา สังกะสีเดิมเป็นอาคารพยาบาลของกองกำกับการ ตำรวจ ปัจจุบันใช้เป็นหอประชุมตำรวจภูธร จังหวัดน่าน มีการเปลี่ยนแปลงด้านในอาคารเป็นห้องประชุม และด้านล่างดัดแปลงเป็นห้องทำงาน

คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (ขัติยศ ณ น่าน) โอรสเจ้ามหาพรหมสุรธาดากับเจ้าหญิงศรีโสภา แรกสุดตั้งอยู่บริเวณบ้านนายสมชาย โลหะโชติ ในปัจจุบัน (ด้านทิศใต้ของคุ้มหลวง) ต่อมาขายที่ดินเพื่อสร้างโรงบ่มใบยา จึงย้ายไปสร้างคุ้ม ติดกับคุ้มเจ้าเทพมาลา ในเวลาต่อมา ทายาทขายที่ดินให้แก่คลังจังหวัดทำเป็นบ้านพัก ภายหลังบริษัทเดินอากาศไทยจำกัด (บริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน) ซื้อที่ดินต่อเพื่อสร้างสำนักงานในจังหวัดน่าน

คุ้มเจ้าบัวเขียว ตั้งอยู่ที่ถนนผากอง ตรงข้ามวัดภูมินทร์ เป็นที่พำนักของเจ้าบัวเขียว ณ น่าน ธิดาของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ต่อมาทายาทขายให้นายธนา โลหะโชติ ปัจจุบันถูกดัดแปลงไปมาก

คุ้มเจ้าบัวเขียว

คุ้มเจ้าบัวเขียว สงวนศรี

คุ้มเจ้าบัวเขียว สงวนศรี ตั้งอยู่ถนนมหาวงศ์ ติดกับโรงเรียนซินจง สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2497 โดยรองอำมาตย์ตรีเสงี่ยม สงวนศรีและเจ้าบัวเขียว สงวนศรี(มหายศนันท์) ออกแบบและสร้างโดยขุนนันพานิชย์ (ช่างผู้มีฝีมือในสมัยนั้น) ตัวบ้านทั้งหลังทำด้วยไม้สัก ประกอบด้วย 3 ส่วนแยกออกจากกัน อย่างเป็นสัดส่วน คือ เรือนครัว ยุ้งข้าวและตัวบ้าน โดยมีเรือนชานเชื่อมไปหาส่วนต่างๆ ภายในบ้าน หลังคามุงด้วยแป้นเกร็ดทำจากไม้สัก ตั้งแต่สร้างบ้านมามีการปรับปรุงเฉพาะส่วนหลังคาเนื่องจากไม้ผุพัง จึงมุงด้วยสังกะสีแทน ส่วนยุ้งข้าวได้ปรับมาเป็นห้องนอน

ปัจจุบันคือบ้านเลขที่ 93 ถนนมหาวงศ์ ติดกับโรงเรียนซินจง ตรงข้ามไปรษณีย์จังหวัดน่าน เจ้าของบ้านคืออาจารย์บุญงำ สงวนศรี(ลูกสาว) อายุ 90 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีน่าน ตัวบ้านได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดี โดยเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาในปี 2521 และได้ปรับเล้าข้วเป็นห้องสำหรับใช้งานและปรับชานบ้านเป็นโถง

คุ้มเจ้าทองย่น ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงษ์ ตรงสี่แยกวัดศรีพันต้น เดิมเป็นที่อยู่ของเจ้าทองย่น (น้องเจ้าฟองคำ) ปัจจุบัน นางอดิศรัย วิเศษวัตร เป็นเจ้าของ

โฮงเจ้าฟองคำ ตั้งอยู่บริเวณหลังวัดพระเกิด เดิมเป็นคุ้มของเจ้าศรีตุมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 61 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ตั้งอยู่ติดับคุ้มแก้ว ที่ำพำนักของเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ เมื่อเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ย้ายกลับมายังเมืองน่านปัจจุบัน คุ้มแก้วจึงถูกทิ้งร้างไว้

ตัวโฮงหรือตัวเรือนนี้เดิมหลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด ต่อมาในปีพ.ศ.2467 ได้รื้อออกแล้วมุงกระเบื้องดินขอแทน ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ใช้วัสดุเดิมเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะตัวเรือนบางส่วนได้รับการดัดแปลง ต่อมา ได้ย้ายตัวโฮงลงมาสร้างในที่ปัจจุบัน และตกทอดมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะนางวิสิทฐศรี ธิดาคนสุดท้องของเจ้าฟองคำ กับนายถวิล คงจ่าง และนายมณฑล คงกระจ่างตามลำดับ

คุ้มเจ้าเทพมาลา

คุ้มเจ้าเทพมาลา ตั้งอยู่ที่ถนนมหาพรหม ด้านทิศตะวันตกของคุ้มหลวง (หอคำ) เดิมเป็นที่พำนักของเจ้าเทพมาลา ธิดาคนที่ 1 ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้ายอดหล้า ต่อมาขายให้กับเจ้าบุญศรี เมืองชัย น้องชายแม่เจ้าบุญโสม ณ น่าน ชายาเจ้าราชบุตร(หมอกฟ้า ณ น่าน) ปัจจุบัน เป็นที่พำนักของทายาทเจ้าบุญศรี เมืองชัย

คุ้มเจ้าจันทร์ทองดี ตั้งอยู่ที่ถนนมหาพรหม ด้านทิศเหนือของคุ้มหลวง(หอคำ) พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ โปรดให้สร้างคุ้มแห่งนี้ในปี พ.ศ.2459 เพื่อเป็นที่อยู่ของบุตร-ธิดา ได้แก่ เจ้าเทพมาลา เจ้าเทพเกษร เจ้าอนุแสงสี เจ้าจันทร์ทองดี เจ้าสุภาวดี ลักษณะคุ้มเป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะตะวันตก ภายหลังตกเป็นสมบัติของเจ้าจันทร์ทองดี ซึ่งได้สมรสกับเจ้าราชยาท(ชงคะวาล) หลังจากที่เจ้าจันทร์ทองดีถึงแก่กรรม เจ้าสมสมัย วุฒิสอน (ณ น่าน) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมได้ขายอาคารพร้อมที่ดิน ให้แก่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2504 และใช้เป็นสำนักงานที่ดินจังหวัดน่านเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2525 จึงได้ย้ายมาใช้อาคารสำนักงานที่ดินปัจจุบัน ซึ่งสร้างอยู่หน้าคุ้มและได้บูรณะซ่อมแซมคุ้มในปี พ.ศ.2534

คุ้มเจ้าเมฆวดี ตั้งอยู่ที่ถนนมหายศ ด้านหลังโรงแรมเทวราช มีอายุประมาณ 90-100 ปี สร้างขึ้นเพื่อเป็นเรือนหอของเจ้าหลและเจ้าเมฆวดี ณ น่าน ตัวบ้านสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง หลังคามุงด้วยแป้นเกร็ดไม้ เดิมบ้านมีใต้ถุนสูงแต่เจ้ามอญแก้วได้ปรับบริเวณ ใต้ถุน โดยก่อพื้นบ้านสำหรับเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ตัวเรือนชานจากไม้มาเป็นคอนกรีต เนื่องจากมีสภาพผุพัง หลังคาเปลี่ยนมาเป็นมุงสังกะสี ปัจจุบันตกทอดแก่คุณอมรรัตน์ หุ่นนวล(ณ น่าน) ซึ่งเป็นธิดาของเจ้ามอญแก้ว (ธิดาเจ้าเมฆวดี)

คุ้มเจ้าราชบุตร

คุ้มเจ้าราชบุตร

คุ้มเจ้าราชบุตร หรือโฮงเจ้าราชบุตร (โฮง หมายถึง โรงเรือน ที่อยู่อาศัยของเจ้านายและบุตรหลาน) ตั้งอยู่หัวมุมระหว่างถนนผากองกับถนนมหาพรหม ด้านทิศเหนือของวัดช้างค้ำสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2409 เพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้าน้อยมหาพรหม ณ น่าน (เจ้ามหาพรหมสุรธาดา) และเจ้าหญิงศรีโสภา ต่อมาเมื่อได้รับสถาปนาเป็นมหาอำมาตย์โท และนายพลตรี เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 จึงยกคุ้มแห่งนี้ให้บุตรชายคือ เจ้าประพันธุ์พงศ์ (เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน) และให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชบุตร ในปี พ.ศ. 2468 หลังจากเจ้าราชบุตร (เจ้าหมอกฟ้า ณ น่าน) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2501 คุ้มแห่งนี้จึงตกทอดแก่ทายาทคือ เจ้าโคมทอง ณ น่าน

เป็นคุ้มที่พำนักเดิมของเจ้าผู้ครองเมืองน่าน เมื่อครั้งยังไม่ได้รับการสถาปนา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2409 โดย เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น เจ้าผู้ครองเมืองน่าน (องค์ที่ 64 ซึ่งเป็นองค์สุดท้าย) จึงได้ย้ายไปประทับที่หอคำ และได้ยกคุ้มหลังนี้ให้กับ เจ้าราชบุตร (หมอกฟ้า ณ น่าน) ซึ่งเป็นโอรส

จนถึงปี พ.ศ.2484 คุ้มหลังเดิมได้ทรุดโทรมลงมาก เจ้าราชบุตรจึงให้ทำการรื้อถอนและสร้างคุ้มหลังใหม่ขึ้น เป็นอาคารไม้ 2ชั้น หลังคาทรงปั้นหยา ประดับด้วยไม้แกะสลักลวดลายต่างๆ โดยใช้ชิ้นส่วนจากเรือนหลังเดิม ซึ่งเป็นคุ้มที่เห็นอยู่ปัจจุบันนี้

ปัจจุบันเป็นสมบัติของเจ้าสมปรารถนา ณ น่าน และเจ้าวาสนา ภู่วุฒิกุล(ณ น่าน) โดยอาคารคุ้มเจ้าราชบุตร มีสองหลัง หลังแรกเป็นเรือนไม้สักทองสองชั้นสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2409 อาคารปัจจุบันเป็นหลังที่สอง โดยสร้างย่อขนาดลงมาจากหลังเดิม เมื่อพ.ศ.2484 และได้ใช้วัสดุอุปกรณ์จากหลังเดิมมาปลูกสร้างในตำแหน่งเรือนเดิม

คุ้มหลวงเมืองน่าน

คุ้มหลวงเมืองน่าน

คุ้มของเจ้านายเมืองน่าน ส่วนใหญ่กระจายอยู่โดยรอบคุ้มหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ภายหลังตกทอดสู่ทายาท บางแห่งขายหรือยกให้เป็นที่ทำการของส่วนราชการ มีเพียงไม่กี่หลังที่ยังคงลักษณะตัวอาคารเดิม แต่ประโยชน์ใช้สอยเปลี่ยนไป หลายหลังรื้อออกแล้วขายที่ดินให้แก่ราชการและเอกชน

คุ้มเจ้านายที่ยังเหลืออยู่ อาคารหอคำ คุ้มหลวงเมืองน่าน อาคารหอคำในปัจจุบันเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นแบบตรีมุขรูปแบบผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและศิลปะตะวันตก โครงสร้างภายในเป็นไม้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2446 ได้สร้างขึ้นแทนหลังเดิมที่เป็นเรือนไม้สักผสมไม้ตะเคียน เป็นอาคารรวม 7 หลังของพระเจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ โดยสร้างตรงบริเวณคุ้มเดิม ลักษณะหอคำเป็นอาคารทรงไทยผสมศิลปะตะวันตก แบบตรีมุข 2 ชั้น มุขหน้าหันไปทิศตะวันออกตรงกับแม่น้ำน่าน ตัวอาคารก่ออิฐฉาบด้วยปูน บานประตูหน้าต่างเป็นบานเกล็ด หลังคาเป็นทรงจั่ว มุงด้วยแป้นเกล็ด มีชั้นลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันด้านหน้าเป็นรูป “ตราโคอุศุภราช” อันเป็นตราประจำเมืองน่านที่ใช้ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ส่วนหน้าบันอื่นทั้ง 3 ด้าน สลักลวดลายเป็นรูปพญานาครา 2 ตัวเกี้ยวกวัด โดยให้ส่วนหางขดเป็นวงกลมสลักโคอยู่ตรงกลาง (รูปโคเป็นสัญลักษณ์แทน สมณโคดมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนัยหมายถึงจังหวัดน่านได้ยกย่องให้พระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของเมือง) มีบันไดทางขึ้นด้านข้างสองด้าน ล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐทึบสี่ด้าน กำแพงด้านหน้าอยู่บริเวณหลังต้นโพธิ์ อันเป็นที่ตั้งของวัดน้อย มีศาลารายยาวตลอดแนวกำแพง ประตูทางเข้าเป็นซุ้มเรือนยอด เจ้าราชดนัย(เจ้าน้อยยอดฟ้า), โอรสองค์เล็กของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เป็นสถาปนิกออกแบบ

หอไตรวัดช้างค้ำวรวิหาร

หอไตรวัดช้างค้ำวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ดังปรากฏในพระประวัติ ของพระองค์ว่า “ร.ศ. 127 พ.ศ. 2453 ก่อสร้างหอพระไตรปิฏก ในบริเวณวัดช้างค้ำ 1 หลัง 8 ห้อง ยาว 16 วา 1 ศอก กว้าง 5 วา 2 ศอก สูงตั้งแต่ดินถึงอกไก่ 13 วา หลังคาทำเป็นชั้น ๆ ก่ออิฐทาสี เครื่องบนไม้สัก มุงกระเบื้องไม้สัก ทำอย่างแน่นหนา มีเพดานจั่ว 2 ข้าง และเพดาน ทำด้วยลวดลายต่าง ๆ พระสมุห์อิน เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง กับจีนอิ๋วจีนซาง เป็นสล่าสิ้นเงิน 12,558 บาท

พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ภายใน นับเป็น ปูชนียสถาน สำคัญ เป็นเจดีย์ ที่ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัย จากเจดีย์ทรงลังกา คือเจดีย์วัดช้างล้อมนั่นเอง พระธาตุเจดีย์ สร้างด้วยอิฐถือปูน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลื่ยมจัตุรัส ซ้อนกัน 3 ชั้น กว้างด้านละ 9 วา ฐานจากชั้นแรกสูงถึงชั้นสอง มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัว โผล่ส่วนหัว ลอยออกมาครึ่งตัว ขาหน้าทั้งคู่ ยื่นพ้นออกมาจากเหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบัว) ซ้อนกัน 3 ชัน และเป็นองค์ระฆังแบบลังกา ต่อจากองค์ระฆัง ทำเป็นฐานเขียง รองรับมาลัยลูกแก้ว ลดหลั่นกันไป เป็นส่วนยอด ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์ช้างค้ำ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และหุ้นด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์ มีความสวยงามมาก

โครงสร้างสถาปัตยกรรมมีลักษณะอย่างเดียวกับวิหารและโบสถ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า คู่กับ พระวิหารหลวง อาคารก่ออิฐโบกปูน ยกพื้นสูงมีสิงห์ยืนอยู่ด้านหน้า ตรงเชิงบันใดด้านละ 1 ตัว ตั้งเสาราย รับหลังคาเชิงชายแทนผนัง และก่อผนังปิด ทำเป็นห้องไว้พระธรรม และพระไตรปิฏก ตรงแนวเสาที่รับคาน มีทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูทางเดียว บานประตูสลักเป็นรูปเทวดา 2 องค์ และมีลายปูนปั้น เป็นรูปยอดปราสาท ทำเป็นชั้นติดหน้าต่างด้านละ 3 บาน ผนังด้านหลังปิดทึบ ด้านนอกสองข้างทาง ระหว่างเสารายและผนัง เป็นทางเดินถึงกันได้ตลอดโดยรอบ

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมเรียกว่า “วัดหลวงกลางเวียง” หรือ “วัดช้างค้ำ” อยู่ในเขตเทศบาลเมืองน่าน เลขที่ ๑๓ ถนนสุริยพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยพญาภูเข่ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา และพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในอดีต

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านครับ เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง หลักฐานตามศิลาจารึกหลักที่ 74 ที่ค้นพบภายในวัดกล่าวว่าพระยาพลเทพฤาชัย เจ้าเมืองน่านได้ปฏิสังขรณ์บูรณะวิหารหลวงเมื่อ พ.ศ.2091 วัดนี้มีเจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์มีรูปช้างโผล่ออกมา ครึ่งตัว นอกจากนั้นวัดช้างค้ำ ยังมีพระพุทธ-รูปทองคำปางลีลา ชื่อ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็น ทองคำ 65% สูง 145เซนติเมตร ยอดพระโมฬีทำเสริม เมื่อ พ.ศ. 2524 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เป็นผู้สร้างเมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือพ.ศ. 1969 ประดิษฐาน อยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาสครับ

ภายในวัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65 % สูง 145 เซ็นติเมตร ยอดพระโมฬีทำเสริมเมื่อ พ.ศ. 2442 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เป็นผู้สร้าง เมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 เป็นศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก ใหญ่ที่สุดในประเทศ

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ. 2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกัน

จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค303 ขั้น ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ตามประวัติ พระธาตุองค์นี้ สร้างโดยมเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่ 20 เจ้าผู้ครองนคร น่าน อีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุ โดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง

วัดพญาภู

วัดพญาภู

วัดพญาภู ตั้งอยู่ที่บ้านพญาภู ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน คาดว่ามีอายุมากกว่า 549 ปี นมัสการพระพุทธปฏิมา เป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน นอกจากจะมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ด้านหลังพระวิหารแล้ว ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรุปปางลีลา 2 องค์ ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้างั่วฬารผาสุม เมื่อปี พ.ศ 1969 นอกจากนี้ยังมีภาพไม้จำหลักทวารบาลรูปยักษ์ที่บานประตูวิหารหลวง งดงามแปลกตา วัดพญาภู พระคู่งามปางลีลา ค่าควรเมือง

คาดว่ามีอายุมากกว่า 549 ปี นมัสการพระพุทธปฏิมา เป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน นอกจากจะมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ด้านหลังพระวิหารแล้ว ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรุปปางลีลา 2 องค์ ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้างั่วฬารผาสุม เมื่อปี พ.ศ 1969 นอกจากนี้ยังมีภาพไม้จำหลักทวารบาลรูปยักษ์ที่บานประตูวิหารหลวง งดงามแปลกตา ตามพงศาวดารเมืองน่าน (ฉบับวัดพระเกิด) ได้กล่าวว่า วัดพญาภูสร้างในสมัยของพญาผากองเป็นเจ้าผู้ครองเมืองน่าน ในจุลศักราช 774 (พ.ศ. 1955) วัดพญาภูเป็นอารามหลวงที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวดน่าน โบราณสถานสำคัญ คือ พระประธานในพระอุโบสถ และโบราณวัตถุสำคัญคือ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย จำนวน 2 องค์ ซึ่งพระพุทธรูปมีจารึกว่า สร้างโดยพญาสารผาสุม เจ้าผู้ครองเมืองน่าน เมื่อจุลศักราช 788

ตั้งอยู่ที่บ้านพญาวัด ตำบลดู่ใต้ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ กิโลเมตรที่ ๒๔๙-๒๕๐ ก่อนถึงตัว เมืองน่าน มีทางแยกซ้ายมือ ทางหลวงหมายเลข ๑๐๒๕ เข้าไปประมาณ ๓๐๐ เมตร วัดพญาวัด นับเป็น ปูชนียสถาน ที่เก่าแก่ และสำคัญ ของจังหวัดน่าน แห่งหนึ่ง มี เจดีย์จามเทวี หรือ พระธาตุวัดพญาวัด ซึ่งเป็นศิลปะผสมระหว่างล้านนา ล้านช้าง และศิลปะน่าน และ พระพุทธรูปพระเจ้าสายฝน ประดิษฐานอยู่ ภายในพระวิหาร ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ ของชาวบ้าน และมาขอฝน เมื่อเกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตาม ฤดูกาลครับ